| วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่มีมานาน ในอดีตเป็นโรคหนึ่งที่ร้ายแรงจนทำลายชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก และยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขอยู่ในปัจจุบัน | ||
| สาเหตุและการแพร่ระบาด | ||
|
วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า มัยโคแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส
ซึ่งทำให้เกิดพยาธิสภาพที่ปอด เนื่องจากมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
ระบบคุ้มกันของร่างกายจะพยายามต่อสู้กับเชื้อวัณโรค
แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่สามารถทำลายหรือฆ่าเชื้อได้
แต่วัณโรคก็สามารถเกิดได้ที่อวัยวะเช่น ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังและกระดูก โรคนี้ติดต่อได้จากการหายใจเอาเชื้อที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศทั่วไปเข้าสู่ปอด เชื้อเหล่านี้แพร่ออกจากผู้ป่วย หรือผู้ที่มีเชื้ออยู่โดยการไอจามแม้เชื้อโรคเพียง 1 ตัวก็สามารถทำให้ติดเชื้อและป่วยได้ |
![]() |
|
![]() |
ลักษณะอาการ | |
| มีอาการไอเรื้อรังเกิน 3 สัปดาห์ บางคนไอมีเลือดออก มีไข้เหงื่อออกตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง หากไม่ได้รับการรักษา ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายในเวลา 5 ปี | ||
| การรักษา | ||
| เมื่อป่วยเป็นวัณโรคจะต้องรับประทานยาติดต่อกันประมาณ 6-8 เดือน ยาที่ใช้รักษาจะมีหลายชนิด ทั้งชนิดเม็ดและชนิดแคปซูล ผู้ป่วยจะได้กินยา 4 ชนิด หากตรวจแล้วผลการรักษาดีขึ้น จะได้รับยาต่ออีกประมาณ 4 เดือน โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ต้องรับประทานยาทั้งหมดอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเริ่มรู้สึกดีขึ้นก็ต้องรับประทานยาต่อไปจนครบกำหนด เพราะหากหยุดยากลางคันโรคที่หลบซ่อนอยู่ในเนื้อปอดจะสามารถลุกลามรุนแรงขึ้นได้อีก | ||
| กลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค |
![]() |
|
| บุคคลในครอบครัว ญาติพี่น้อง ผู้ร่วมงาน ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย หากสงสัยว่าจะป่วยเป็นวัณโรคควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเสมหะและเอกซ์เรย์ปอด แม้วัณโรคจะทำให้เสียชีวิตได้ แต่ก็เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้เช่นเดียวกัน | ||
| ข้อควรระวัง | ||
| ผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคอาจไม่ป่วยเป็นวัณโรคทุกคน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะพยายามสกัดกั้นและทำลายเชื้อวัณโรคมีเพียงร้อยละ 5-10 ของคนที่ติดเชื้อวัณโรคเท่านั้น ที่จะป่วยเป็นวัณโรค แต่คนที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอก็มีโอกาสที่จะป่วยเป็นวัณโรคมากขึ้นเช่นผู้ที่ติดเชื้อเอดส์มักจะติดเชื้อวัณโรคด้วยและมักมีอาการป่วยเป็นวัณโรคภายในเวลา 1 ปี | ||
| การป้องกันและควบคุม | ||
| วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายในการป้องกันโรคนี้บุคคลทุกคนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสื่อมวลชน ต้องร่วมมือกันให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนให้รู้ถึงวิธีป้องกันโรคและใส่ใจดูแลผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาจนหายขาดเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดสู่บุคคลอื่น | ||