| ไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อที่มีชื่อเรียกตามลักษณะและฤดูกาลที่แตกต่างกันเช่นไข้จับสั่น ไข้ป้าง ไข้ดอกสัก ไข้ป่า ไข้ร้อนเย็นและไข้ดง โรคนี้นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งยังเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขมานาน จนถึงปัจจุบัน | ||||
| สาเหตุและการแพร่ระบาด | ||||
|
ไข้มาลาเรียเกิดจาเชื้อโรคชื่อว่า พลาสโมเดียม ซึ่งมีอยู่ 4
ชนิดแต่เชื้อไข้มาลาเรียที่แพร่ระบาดในไทยมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่ พลาสโมเดียมฟัลซิฟารั่ม
ซึ่งเป็นเชื้อมาลาเรียชนิดที่รุนแรงทำให้ผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อน
และหากได้รับการรักษาไม่ทันจะทำให้ถึงตายได้ อีกชนิดคือ พลาสโมเดียมไวแวกซ์
เป็นเชื้อมาลาเรียชนิดที่มีความรุนแรงน้อยกว่าชนิดแรกที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อชนิดนี้แม้จะได้รับการรักษาแต่ถ้ากินยาที่แพทย์ให้ไม่ครบก็อาจเป็นโรคกลับซ้ำไปซ้ำมา โรคไข้มาลาเรียสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่งโดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค คือการที่ยุงก้นปล่องไปกัดคนที่มีเชื้อมาลาเรียแล้วดูดเลือดที่มีเชื้อเข้าไป จากนั้นมาลาเรียจะเติบโตในยุงประมาณ 10 วัน เมื่อยุงก้นปล่องที่มีเชื้อไปกัดคนก็จะได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย |
|
|||
| ลักษณะอาการ | ||||
| หลังจากถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อกัดประมาณ 10-15 วันจะมีอาการไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัวปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย จนประมาณ 2-3 วันต่อมา เริ่มมีอาการจับไข้ตามมา ระยะจับไข้มีอาการดังนี้ | ||||
![]() |
ระยะหนาว |
|
||
| ผู้ป่วยจะรู้สึกหนาวมากขึ้นจนตัวสั่น ผิวหนังเย็นซีด อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยจะมีอาการหนาวสั่นประมาณ 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมง หลังจากอาการหนาวค่อยทุเลาลง จะเริ่มรู้สึกตัวร้อน | ||||
| ระยะร้อน |
|
|||
| จะมีอาการตัวร้อนจัดไข้ขึ้นสูง รู้สึกกระหายน้ำ ปวดศรีษะ และอาเจียน หากมีไจ้ขึ้นสูงมาก ๆ ผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย บางรายมีอาการเพ้อและมีไข้สูงประมาณ 1-4 ชั่วโมง ก็จะลดลงและเริ่มมีเหงื่อออก | ||||
| ระยะเหงื่อออก |
|
|||
| มีเหงื่อออกที่ใบหน้าและลำตัวจนเปียกชุ่ม หลังจากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ เย็นลง และรู้สึกสบายขึ้น แต่จะอ่อนเพลียและเหนื่อย อาการต่าง ๆ จะหายไปเหมือนคนปกติ หากไม่รักษาให้หายก็จะกลับมาจับไข้อีก ซึ่งจะจับไข้ทุกวันหรือวันเว้นวัน บางรายอาจไม่ปรากฎอาการเด่นชัดทั้ง 3 ระยะที่กล่าวมาได้ | ||||
| การรักษา | ||||
| หากมีอาการไข้ และสงสัยว่าเป็นไข้มาลาเรียควรรีบไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อเจาะเลือดหาเชื้อมาลาเรีย ถ้าพบว่าเป็นไข้มาลาเรียก็จะต้องรับการรักษา โดยกินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง อย่าหยุดกินยากลางคันเมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้น | ||||
| กลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค | ||||
| ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีไข้มาลาเรียชุกชุม เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าผู้ที่มีอาชีพหาของป่า หรือต้องปฏิบัติงานในป่า ซึ่งต้องเข้าไปในท้องที่ที่มีไข้มาลาเรียชุกชุม รวมถึงนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาหรือเชิงอนุรักษ์ที่นิยมเข้าไปท่องเที่ยวในป่า | ||||
| ข้อควรระวัง | ||||
|
|
||||
| การป้องกันและควบคุม | ||||
| คือการป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกยุงกัด เช่นนอนในมุ้งหรือมุ้งชุบสารเคมีกันยุง ทายากันยุงที่ผิวหนังนอกเสื้อผ้า เช่นแขน ขา เท้า พักอาศัยในบ้าน หรือกระท่อมที่พ่นสารเคมีกันยาง สุมไฟหรือจุดยากันยุงไล่ยุง หรือพ่นยากันยุง หากไปพักค้างแรมในป่าหรือบริเวณที่มีไข้มาลาเรียควรสังเกตตนเองว่ามีไข้ภายใน 15 วันหรือไม่ หากมี ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวขหาเชื้อมาลาเรียทันที |
![]() |
|||