| โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ในสังคมและการทำงาน และอาจทำให้เกิดความพิการแก่ผู้ป่วยจนทำให้ผู้ป่วยโรคนี้สูญเสียโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจ แล้วยังมีปัญหาด้านจิตใจตามมาอีกด้วย | ||
| สาเหตุและการแพร่ระบาด | ||
| สาเหตุของโรคเรื้อนมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่ามัยโคแบคทีเรียม เลแปร(Mycrobacterium Leprae) หากผู้ที่ไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคเรื้อนนี้ได้รับเข้าสู่ร่างกายเชื้อโรคจะเข้าไปอาศัอยู่ในบริเวณใต้ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย และจะค่อย ๆ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างช้า ๆ จนทำให้เกิดอาการป่วยในที่สุด ดังนั้นหากคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยระยะติดต่อจะมีโอกาสเป็นโรคเรื้อนได้ | ![]() |
|
| ลักษณะของอาการ | ||
|
อาการของโรคเรื้อน เกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย
อาการทางผิวหนังจะสังเกตได้ ผิวหนังจะมีลักษณะเป็นวงด่าง
สีจางหรือเข้มกว่าผิวหนังปกติ มีอาการชาบริเวณที่เป็นรอยโรค หรือมีตุ่ม
ผื่นนูนแดง แต่ไม่คัน หากเป็นตุ่มผื่นกระจายไปทั่วตัว ส่วนอาการทางประสาท นอกจากผู้ป่วยมีอาการชาบริเวณที่เป็นรอยโรคแล้ว ยังอาจมีมือเท้าชา กล้ามเนื้อมือและเท้าอ่อนแรง ผิวหนังแห้ง เหงื่อไม่ออก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเป็นแผลและเกิดความพิการซ้ำซ้อนได้ง่าย |
||
| การรักษา | ||
| ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อนสามารถรักษาให้หายได้ทุกราย การรักษาในปัจจุบันจะใช้ยาผสมระยะสั้นให้ผู้ป่วยกิน โดยใช้ระยะเวลาการรักษา 6 เดือน ถึง 2 ปี | ||
| กลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค | ||
| เฉพาะผู้ที่คลุกคลีอย่างใกล้ชนิดกับผู้ป่วย เช่นบุคคลที่อยู่ในครอบครัวและเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันโรคไม่แข็งแรงเท่านั้น ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเรื้อน ชุมชนหรือผู้ที่อาศัยในบริเวณท้องที่ที่มีโรคเรื้อนไม่ได้มีความเสียงกว่าคนอื่น ดังนั้นชุมชนจึงควรให้การยอมรับและเอื้อเฟื้อต่อผู้ป่วยโรคนี้ และช่วยเหลือแนะนำให้ผู้ป่วยรับการรักษาให้หายเพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้นจนทำให้พิการได้ | ||
|
|
||
| การป้องกันและควบคุม | ||
| เมื่อพบผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเรื้อน เช่น ผิวหนังจะมีลักษณะเป็นวงด่าง สีจางหรือเข้มกว่าผิวหนังปกติ ควรแนะนำให้ไปรับการตรวจรักษาให้หายจากโรคซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความพิการ และไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นด้วย ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีความพิการเกิดขึ้นแล้วเมื่อได้รับการรักษาก็จะสามารถป้องกันไม่ให้มีความพิการเพิ่มมากไปกว่าเดิมได้ สำหรับผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยจะมีโอกาสสัมผัสโรคได้ง่าย ควรไปรับการตรวจร่างการปีละครั้ง | ||
|
|
||