| โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้เกิดมาจากสุนัขเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วโรคนี้เกิดขึ้นกับสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ว่าจะเป็นแมว กระแต หนู วัว และอื่น ๆ โรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรง เมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเสียชีวิตทุกราย สัตว์นำโรคที่สำคัญที่สุดคือ สุนัขและแมว ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "โรคกลัวน้ำ" ชาวอีสานเรียกว่า"โรคหมาหว้อ" | ||
| สาเหตุและการแพร่ระบาด | ||
![]() |
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส (Rabies Virus)
เมื่อเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายของคน หรือสัตว์ทางบาดแผล
จะเดินทางไปตามเส้นประสานสู่ไขสันหลังและสมอง
คนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อและมีอาการแล้วจะเสียชีวิตเกือบทุกราย สัตว์ที่ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า จะขับเชื้อออกมากับน้ำลาย คนเราก็จะติดเชื้อได้โดยถูกสัตว์กัด ข่วน หรือถูกน้ำลายของสัตว์เลีย หรือกระเด็นเข้าแผล หรือเยื่อบุตา แต่หากน้ำลายถูกผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผลหรือรอยขีดข่วนก็จะไม่ติดเชื้อ เชื่อโรคนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์ประสานในไขสันหลังและสมอ ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ บางรายมีอาการเร็ว บางรายมีอาการช้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ |
|
| ลักษณะอาการ | ||
|
ส่วนใหญ่คนที่ได้รับเชื้อโรคนี้จะเกิดอาการทางสมอง และไขสันหลังอักเสบ
แบ่งอาการได้ 3 ระยะดังนี้
|
![]() |
|
| การรักษา | ||
![]() |
เมื่อใดก็ตามถ้าถูกสุนัขหรือแมวที่สงสัยว่าบ้ากัดหรือข่วน
ให้รีบปฐมพยาบาลโดยเร็ว จะช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อโรคได้
โดยปฏิบัติดังนี้ รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยน้ำและสบู่หลาย ๆ ครั้ง ล้างให้ลึกถึงก้นแผล จะทำให้เชื้อโรคหลุดจากแผลไปกับน้ำ แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ โพวินโดนไอโอดีน ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือแอลกอฮอล์ 70% หรือยาฆ่าเชื้ออื่น ๆ ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง เช่นฉีดวัคซีนและซีรั่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปัจจุบันวัคซีนโรคพิษสุนัขซึ่งปัจจุบันวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าไม่ต้องฉีดยารอบสะดือทุกวันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฉีดเพียง 5 เข็มเท่านั้น โดยฉีดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต้องสังเกตลักษณะอาการของสัตว์ที่กัด และสาเหตุที่ถูกกัดตามหาเจ้าของเพื่อซักประวัติการฉีดวัคซีนของสัตว์ที่กัด |
|
| กลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค | ||
| บุคคลทั่วไปที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง
และเด็กที่ชอบเล่นคลุกคลีกับสัตว์ หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสุนัขกัด |
||
| การป้องกันโรค | ||
| โรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายได้จึงต้องยึดหลักกันไว้ดีกว่าแก้ | ||
| การป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงเป็นโรคพิษสุนัขบ้า | ||
![]() |
|
|