ในช่วงปีที่ผ่านมามีข่าวการระบาดของโรคมือ เท้า ปากกันมาโดยเฉพาะประเทศใกล้ๆบ้าน เช่นประเทศสิงคโปร์และไต้หวัน โรคนี้มักเกิดในกลุ่มเด็กเล็กตามสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล หลายคนจึงเป็นห่วงว่าในบ้านเราจะมีการระบาดของโรคนี้หรือไม่เราจึงควรรู้จักโรคนี้บ้าง
สาเหตุและการแพร่ระบาด
          มีไวรัสหลายชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ เช่นเชื้อไวรัสคอคซากี่-บี  ไวรัสคอคซากี่-เอ เชื้อเอนเทอโรไวรัส-71 และไวรัสเอคโค  โรคมือเท้าปาก ในประเทศไทยเคยพบว่าเกิดจากไวรัสคอคซากี่เอ-16 ซึ่งมีอาการไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน
          เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปากผ่านกระเพาะอาหารไปขยายตัวในลำไส้และต่อมน้ำเหลือง  เข้าสู่กระแสเลือดและระบบอื่น ๆ ในร่างกาย หลังจากนั้นเชื้อจะถูกขับออกมากับอุจจาระ น้ำลายซึ่งสามารถติดต่อไปสู่อีกคนหนึ่งโดยการกินเชื้อเข้าทางปาก หรือจากมือที่เปื้อนอุจจาระหรือน้ำลาย น้ำมูก ของผู้ป่วยไปสัมผัสปากการติดต่อทางการหายใจมีน้อยกว่า
   
ลักษณะอาการ    
            หลังได้รับเชื้อมักเริ่มมีอาการป่วยภายใน 3-6 วัน ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการรุนแรง เช่น มีไข้ เจ็บคอ เบื่ออาหาร มีผื่นแดง  ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นตุ่มถุงน้ำพองขนาดเล็กอยู่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ส้นเท้าและฝ่าเท้า และในเยื่อบุช่องปาก จากนั้นจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น ๆ อาการจะเริ่มทุเลาและหายภายใน 7-10 วัน บางคนอาจคิดว่าเป็นโรคสุกใส ซึ่งตุ่มเริ่มเป็นที่ลำตัวก่อนแล้วจึงกระจายไปทั่วร่างกาย แต่ตุ่มในโรคมือ เท้า ปาก จะมีที่มือและเท้า มักไม่มีที่ลำตัวและศรีษะ
            ที่ประเทศใต้หวันพบว่าโรคมีอาการรุนแรงในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อเอนเทอโร 71 บางรายเกิดสมองอักเสบร่วมกับน้ำท่วมปอดและเลือดออกที่ปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เด็กเล็กเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
 

 
การรักษา    
            โรคนี้ส่วนใหญ่แล้วอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง โดยทั่วไปจะใช้ยารักษาเพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่นยาลดไข้ ยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบ รวมถึงการให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อน ๆ และนอนพักผ่อนมาก ๆ ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ
กลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค    
            กลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ตามสถานรับเลี้ยงเด็กโรงเรียนอนุบาล รวมไปถึงผู้เลี้ยงดูเด็กเล็ก
การป้องกันและควบคุม    
           โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ประชาชนควรรักษาความสะอาดโดยล้างมือทุกครั้งหลังการขับถ่าย หรือก่อนเตรียมและก่อนรับประทานอาหาร ใช้ช้องกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน  ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น ภาชนะ ช้อน ผ้าเช็ดตัว ร่วมกัน  ต้องระวังเรื่องการกินอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด ระวังการสัมผัสอุจจาระหรือน้ำลายของผู้อื่น
            สำหรับสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน(เนอร์เซอรี่) หรือโรงเรียนอนุบาล  ครูและผู้ดูแลเด็กควรหมั่นทำความสะอาดสถานที่และอุปกรณ์ หากสงสัยว่าเด็กคนใดป่วยเป็นโรคนี้ ควรให้พ่อแม่ดูแลอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ของโรค และควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบทันที