| โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัส และกำลังเป็นปัญหาสำคัญอยู่ในขณะนี้ เพราะยังมีผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้อยู่เป็นจำนวนมาก หากไม่ได้รับความรู้หรือการดูแลรักษาที่ถูกต้องทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรรู้จักโรคไข้เลือดออกแพร่ระบาดมาสู่บุคคลใกล้ชิดได้ | |
| สาเหตุและการแพร่ระบาด | |
|
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคนี้มาสู่คน
เชื้อไวรัสที่ก่อโรคคือเชื้อไวรัสเด็งกี่ ไข้เลือดออกพบมากในประเทศเขตร้อน
เช่นเวียตนาม กัมพูชา ไทย พม่า มาเลเซีย
อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แต่มักจะระบาดมากในช่วงหน้าฝน เพราะยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรคมีจำนวนมาก ยุงลายตัวเมียจะวางไข่ในภาชนะที่มีน้ำขัง เมื่อยุงไปกัดคนป่วยที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าไปเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนในเยื่อบุกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นจะเข้าไปสู่ต่อมน้ำลายของยุงและพร้อมที่แพร่เชื้อสู่คนที่ถูกกัดต่อไป เชื้อไวรัสไข้เลือดออกนี้จะอยู่ในตัวยุงลายได้ตลอดชีวิตของยุง |
|
![]() |
![]() |
| ลักษณะอาการ | |
|
เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกไปกัดคนเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ
5-8 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อจะรู้สึกปวดหัว มีไข้สูง ประมาณ 2-7 วัน
ปวดเมื่อยเนื้อตัวมีจุดแดง ๆ หรือจุดเลือดออกขึ้นตามตัวหรือแขนขา
หน้าแดง ผิวหนังแดง เนื่องจากอาการทั่วๆ ไป คล้ายกับเป็นหวัด
เมื่อเด็กมีอาการเช่นนี้
พ่อแม่จึงมักคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดาจนปล่อยให้อาการรุนแรง
แต่สิ่งที่แตกต่างจากไข้หวัดก็คือ จะไม่ไอไม่มีน้ำมูกเหมือนหวัด
บางคนที่มีอาการรุนแรงมักมีอาการทั่ว ๆ ไปคล้ายกับเป็นหวัด
เมื่อเด็กมีอาการเช่นนี้
พ่อแม่จึงมักคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดาจนปล่อยให้อาการรุนแรง
แต่สิ่งที่แตกต่างจากไข้หวัดก็คือ จะไม่ไอไม่มีน้ำมูกเหมือนหวัด
บางคนที่อาการรุนแรงมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน มีอาการทั่วๆ
ไปคล้ายกับจนปล่อยให้อาการรุนแรง
แต่สิ่งที่แตกต่างจากไข้หวัดก็คือจะไม่ไอไม่มีน้ำมูกเหมือนหวัด
บางคนที่อาการรุนแรงมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน มีอาการตับโตเมื่อกดจะเจ็บ
จนถึงมีอาการช็อก เนื่องจากมีการไหลเวียนของเลือดล้มเหลว อาการช็อกมักเกิดขึ้นพร้อมกับไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วผู้ป่วยมีอาการแย่ลงมือเท้าเย็นความดันโลหิตเปลี่ยน ตัวเย็น ขอบปากเขียว และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 12-24 ชั่วโมง ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้โรคไข้เลือดออกรุนแรงจึงถึงขั้นช็อก |
|
|
|
|
| การรักษา | |
| หลักการรักษาไข้เลือดออกคือการรักษาให้ทุเลาอาการและป้องกันการช็อก เมื่อเด็กมีไข้สูงจะต้องป้องกันไม่ให้มีอาการชักจากไข้ ด้วยการเช็ดตัวและให้ยาลดไข้ ไม่ควรใช้จาจำพวกแอสไพริน เพราะจำทำให้เกล็ดเลือดเสียการทำงาน จะระคายเคืองกระเพาะอาหารและทำให้เลือดออกง่ายควรให้ยาลดไข้จำพวกพาราเซตามอลจะปลอดภัยกว่า รวมทั้งการให้น้ำเพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายเสียไปแก่ผู้ป่วย เช่นน้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ โอ.อาร์.เอส โดยดื่มครั้งละน้อยแต่ดื่มบ่อย ๆ และควรกินอาหารอ่อน ๆ เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้ม เป็นต้น | |
| กลุ่มเสี่ยงต่อโรค | |
| โรคไข้เลือดออกมักพบในเด็ก โดยสามารถเกิดกับเด็กช่วงอายุตั้งแต่ 4 เดือนจนถึงวัยรุ่น สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ส่วนมากจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้แล้ว แต่ก็สามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ถ้าถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกกัด | |
|
|
|
| การป้องกันและควบคุม | |
| การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรคนี้ โดยกำจัดลูกน้ำในภาชนะต่าง ๆ ที่มีน้ำขังด้วยการปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด เช่นโอ่งถังเก็บน้ำ หมั่นเปลี่ยนหรือทิ้งน้ำในภาชนะบรรจุน้ำและภาชนะที่มีน้ำขัง เพื่อป้องกันยุงวางไข่ เช่นแจกัน จานรองกระถังต้นไม้ ถ้วยหล่อขาตู้กับข้าว เก็บทำลายเศษวัสดุ เช่น ขวด กระป๋องฯลฯ เพื่อไม่ให้รองรับน้ำได้ ตัดต้นไม้ที่รกครึ้ม เพื่อให้มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเท เลี้ยงปลากินลูกน้ำไว้ในโอ่งหรือบ่อที่ใส่น้ำใช้ | |
|
|
|